ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

Gaeglong

[ สอนวิธีสับเกียร์ออโต้ให้เซียนเหมือนเรียนมา ขึ้นเขา-ลงห้วย-เร่งแซง ต้องใช้เกียร์ไหน? ]

ขับรถเกียร์ออโต้ไม่ใช่แค่ใส่ D แล้วจบ! มาดูวิธีใช้เกียร์แต่ละตำแหน่งให้ถูกต้อง ช่วยถนอมเกียร์ไม่ให้พังไว พร้อมเทคนิคที่มือใหม่ต้องรู้

ขับเกียร์ออโต้ไม่ยากอย่างที่คิด! เจาะลึกวิธีใช้เกียร์ P-R-N-D และเกียร์ต่ำ ฉบับมือใหม่ขับเป็นใน 5 นาที

สำหรับมือใหม่หัดขับ พอขึ้นรถมาเห็นคันเกียร์ที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษเรียงกันเป็นตับอย่าง P-R-N-D-S-L-B อาจจะเกิดอาการมึนตึ้บว่า สรุปต้องใช้อันไหนตอนไหน? ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะเกียร์ออโต้ถูกออกแบบมาให้ชีวิตเราง่ายขึ้น วันนี้เลดี้จะพาไปศึกษา เทคนิคการใช้เกียร์ออโต้ ที่ถูกต้อง ฉบับมือใหม่หัดขับกันค่ะ

เกียร์ P-R-N-D จำให้ขึ้นใจ ต้องใช้ทุกวัน

  • P (Parking) = จอดสนิท 
    • หน้าที่: ใช้เมื่อจอดรถสนิทและต้องการลงจากรถ หรือดับเครื่องยนต์ กลไกภายในจะทำการล็อกล้อไม่ให้รถเคลื่อนที่
    • วิธีใช้ที่ถูกต้อง: เหยียบเบรกเท้าให้รถหยุดนิ่งสนิท 100% และดึงเบรกมือขึ้นก่อน (เพื่อรับน้ำหนักรถ) หลังจากนั้นค่อยเลื่อนเกียร์ไปที่ P
    • ข้อควรระวัง: ห้ามใส่เกียร์ P ขณะรถยังไหลเด็ดขาด เพราะสลักล็อกเกียร์อาจหักคาที่ได้ และบอกเลยว่าค่าซ่อมแพงมาก
  • R (Reverse) = ถอยหลัง
    • หน้าที่: เกียร์สำหรับถอยหลัง
    • วิธีใช้ที่ถูกต้อง: เหยียบเบรกให้รถหยุดสนิทก่อนเปลี่ยนจาก D หรือ P มาเป็น R เสมอ อย่าใจร้อนสับเกียร์ตอนรถยังไหลเดินหน้า เพราะจะทำให้เฟืองเกียร์ขบกันจนเสียหายได้
  • N (Neutral) = เกียร์ว่าง
    • ​​​​​​​หน้าที่: ตัดกำลังเครื่องยนต์ออกจากล้อ เหมือนเรายืนเฉยๆ รถจะเข็นได้ ล้อหมุนอิสระ
    • ใช้ตอน?: จอดติดไฟแดงสั้นๆ หรือกรณีจอดซ้อนคันตามห้างสรรพสินค้า
    • เทคนิคจอดซ้อนคัน: จอดรถให้สนิท เข้าเกียร์ P และดับเครื่องก่อน จากนั้นกดปุ่มเล็กๆ ข้างคันเกียร์ที่เขียนว่า Shift Lock (หรือเอากุญแจเสียบรูปลดล็อก) เลื่อนคันเกียร์มาที่ N โดย ไม่ต้องดึงเบรกมือ เท่านี้รถเราก็จอดซ้อนคันได้อย่างมีมารยาทแล้ว
  • D (Drive) = ขับเดินหน้า
    • ​​​​​​​หน้าที่: เกียร์สำหรับเดินหน้า รถจะเปลี่ยนระดับเกียร์ (1-2-3-4…) ให้อัตโนมัติตามความเร็วที่เราเหยียบ
    • วิธีใช้: สตาร์ทรถ > เหยียบเบรก > เลื่อนมา D > ปลดเบรกมือ > ปล่อยเบรกเท้า รถจะเริ่มไหล แล้วค่อยเติมคันเร่ง

การใช้เกียร์ต่ำ & เกียร์พิเศษ (L, S, B, 2, 3)

 

หลายคนขับมาเป็นปียังไม่เคยแตะเกียร์พวกนี้เลย! จริงๆ แล้วมันคือตัวช่วยพิเศษ สำหรับสถานการณ์คับขัน เช่น ขึ้นเขาชันๆ หรือตอนเร่งแซง โดยเลดี้จะขอแบ่งการใช้งาน ดังต่อไปนี้ค่ะ

  • ขึ้นเขา-ลงห้วย การใช้เกียร์พวกนี้ช่วยให้เรามีแรงไต่ทางชัน และช่วยดึงรถไม่ให้ไหลลงเขาเร็วเกินไป เรียกง่ายๆ ก็คือช่วยเบรกเพื่อป้องกันเบรกไหม้
    • L (Low) หรือ 1: เกียร์ต่ำสุด แรงบิดสูงสุด ใช้ตอนขึ้นห้างที่ทางลาดชันมากๆ, ขึ้นภูเขาสูงชัน, หรือทางวิบากหลุมบ่อ
    • 2 หรือ D2: รถจะวิ่งสลับแค่เกียร์ 1-2 ใช้ตอนขึ้น-ลงเขาที่ชันปานกลาง หรือขับบนถนนลื่นๆ เพื่อไม่ให้ล้อหมุนฟรี
    • B (Brake): มักเจอในรถ Hybrid/EV ใช้ตอนลงเขาเท่านั้น ระบบจะหน่วงเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อช่วยเบรก แถมได้ชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ด้วย
  • เร่งแซง โหมดนี้เป็นกลุ่มของผู้ที่ชื่นชอบการขับสนุก ใช้ความเร็ว และต้องการแรงบิดในการเร่งแซง 
    • S (Sport): โหมดซิ่ง ใช้ตอนจังหวะเร่งแซง รถจะลากรอบเครื่องสูงขึ้น (เสียงเครื่องจะดังขึ้น) ตอบสนองเท้าไวขึ้น
    • 3 หรือ D3 (บางรุ่นเป็นปุ่ม O/D Off): ใช้ตอนเร่งแซงที่ความเร็วปานกลาง (60-80 กม./ชม.) หรือขึ้นสะพานยาวๆ เกียร์จะลดลงมา 1 ระดับเพื่อให้มีแรงพุ่งแซง

ทริคถนอมเกียร์ ขับยังไงให้เกียร์ไม่พัง

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าคุณจะใช้งานรถยนต์ในรูปแบบไหนก็ตาม ไม่ว่าจะใช้งานปกติในเมือง หรือสายท่องเที่ยวชอบผจญภัยแบบลุยๆ คุณก็ควรรู้ วิธีการถนอมเกียร์ เพื่อยืดอายุการใช้งานของเกียร์ให้ยาวนานยิ่งขึ้น 

  1. จอดจบ ให้ครบสูตร : เหยียบเบรกเท้าให้สุด > เข้าเกียร์ N > ดึง เบรกมือ > ปล่อยเบรกเท้า (เช็กว่ารถไม่ไหล) > เหยียบเบรกอีกทีแล้วเข้า P (วิธีนี้จะทำให้น้ำหนักรถไปอยู่ที่เบรกมือ ไม่ใช่สลักเกียร์)
  2. อย่าพักเท้าที่เกียร์ : ขณะขับรถ มือไม่ควรวางแช่ไว้บนหัวเกียร์ เพราะแรงกดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้กลไกภายในสึกหรอเร็วกว่ากำหนด
  3. ห้ามเข้าเกียร์ N แล้วปล่อยรถไหลลงสะพาน : นอกจากจะอันตรายเพราะรถไม่มีแรงฉุดแล้ว น้ำมันเกียร์จะไม่หมุนเวียน ทำให้เกียร์พังเร็วมาก

รู้แบบนี้แล้ว ครั้งต่อไปที่สตาร์ทรถ ก็ขับได้อย่างมั่นใจ เลือกใช้เกียร์ได้ถูกสถานการณ์ ขับสนุกและปลอดภัยขึ้นแน่นอนค่ะ

เครดิต www.autospinn.com