Gaeglong

[ หัวชาร์จรถไฟฟ้า EV มีกี่แบบ ต่างกันอย่างไร ชาร์จแบบไหนดี? ]

ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ผู้ใช้รถ EV มือใหม่หลายคนอาจยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับประเภทของหัวชาร์จว่ามีกี่แบบ แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกชาร์จแบบไหนจึงจะดีที่สุด บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจทั้งหมด

หัวชาร์จรถไฟฟ้า EV มีกี่แบบ ต่างกันอย่างไร ชาร์จแบบไหนดี?

หัวชาร์จรถไฟฟ้าในไทย มีกี่ประเภท?

ในประเทศไทย สามารถแบ่งประเภทหัวชาร์จรถไฟฟ้าหลักๆ ได้ 2 รูปแบบใหญ่ตามประเภทของกระแสไฟฟ้าที่ใช้ชาร์จ คือ การชาร์จแบบกระแสสลับ (AC Charging) และ การชาร์จแบบกระแสตรง (DC Charging) ซึ่งแต่ละแบบจะใช้หัวชาร์จที่แตกต่างกันไป

1. การชาร์จแบบ AC (Alternating Current)

เป็นการชาร์จไฟด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งเป็นไฟฟ้าแบบเดียวกับที่ใช้ในบ้านเรือนทั่วไป การชาร์จแบบนี้จะช้ากว่าแบบ DC เนื่องจากต้องผ่านตัวแปลงไฟ (On-board charger) ที่อยู่ในรถยนต์เพื่อแปลงกระแสไฟเป็น DC ก่อนส่งเข้าแบตเตอรี่ เหมาะสำหรับการชาร์จที่บ้านหรือที่ทำงานข้ามคืน

หัวชาร์จแบบ AC ที่นิยมใช้ในประเทศไทยมี 2 แบบหลัก คือ

  • Type 1 (J1772): เป็นหัวชาร์จแบบ 5 Pin พบได้ในรถยนต์ EV รุ่นแรกๆ หรือรถที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทยแล้ว
  • Type 2 (Mennekes): เป็นหัวชาร์จมาตรฐานที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในประเทศไทยและยุโรป สามารถรองรับการชาร์จได้ทั้งแบบ 1 เฟส (สูงสุด 7.4 kW) และ 3 เฟส (สูงสุด 22 kW) ทำให้ชาร์จได้เร็วกว่า Type 1

2. การชาร์จแบบ DC (Direct Current)

เป็นการชาร์จไฟด้วยไฟฟ้ากระแสตรงจากตู้ชาร์จกำลังสูง ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านตัวแปลงไฟในรถ จึงมีความรวดเร็วสูงมาก สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-80% ได้ในเวลาเพียง 30-60 นาที เหมาะสำหรับการเดินทางไกลที่ต้องการความรวดเร็วในการชาร์จระหว่างทาง

หัวชาร์จแบบ DC ที่นิยมในประเทศไทยมี 2 แบบหลัก คือ

  • CCS2 (Combined Charging System 2): เป็นหัวชาร์จที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับรถยนต์ EV รุ่นใหม่ๆ ในประเทศไทยและยุโรป จุดเด่นคือเป็นหัวชาร์จที่รวมเอาหัวชาร์จแบบ AC Type 2 และ DC เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้สะดวกต่อการใช้งาน
  • CHAdeMO (Charge de Move): เป็นมาตรฐานหัวชาร์จจากประเทศญี่ปุ่น นิยมใช้ในรถยนต์ EV บางยี่ห้อ เช่น Nissan Leaf และ Mitsubishi Outlander PHEV

ตารางเปรียบเทียบหัวชาร์จรถไฟฟ้าประเภทต่างๆ

ชาร์จแบบไหนดี?

การเลือกว่าจะชาร์จรถไฟฟ้าแบบไหนดีที่สุดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งประเภทของรถยนต์, ลักษณะการใช้งาน และสถานการณ์ในขณะนั้น

  • สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน: การชาร์จแบบ AC (Type 2) ที่บ้านหรือที่ทำงาน ถือเป็นวิธีที่สะดวกและประหยัดที่สุด เพราะสามารถชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืนได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลา และยังมีค่าใช้จ่ายต่อหน่วยไฟฟ้าที่ถูกกว่าการชาร์จที่สถานีสาธารณะ
  • สำหรับการเดินทางไกล: การชาร์จแบบ DC (CCS2 หรือ CHAdeMO) ตามสถานีชาร์จสาธารณะเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อความรวดเร็วในการเติมพลังงานและลดระยะเวลาในการเดินทาง
  • เพื่อถนอมแบตเตอรี่: การชาร์จแบบ AC จะเป็นมิตรกับแบตเตอรี่ในระยะยาวมากกว่าการชาร์จแบบ DC บ่อยๆ เนื่องจากความร้อนที่เกิดขึ้นน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม รถยนต์ EV สมัยใหม่มีระบบจัดการแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการชาร์จเร็วได้อย่างปลอดภัย

ติดตั้งหัวชาร์จรถไฟฟ้า EV ที่บ้าน ต้องวางแผนยังไงบ้าง? เช็กลิสต์ครบจบในที่เดียว

การติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) หรือที่เรียกกันว่า Wallbox ที่บ้าน เป็นวิธีที่สะดวกและประหยัดที่สุดสำหรับผู้ใช้รถ EV แต่ก่อนที่จะตัดสินใจติดตั้ง มีหลายปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และเหมาะสมกับรถยนต์และบ้านของคุณ

ต่อไปนี้คือเช็กลิสต์สำคัญที่ต้องคำนึงถึงก่อนการติดตั้งหัวชาร์จ EV ที่บ้าน

1. สำรวจระบบไฟฟ้าของบ้าน (สำคัญที่สุด)

การชาร์จรถ EV ใช้กำลังไฟฟ้าสูง ดังนั้นระบบไฟฟ้าเดิมของบ้านอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องตรวจสอบเป็นอันดับแรกคือ:ขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า (Kilowatt-hour Meter): บ้านพักอาศัยส่วนใหญ่มักใช้มิเตอร์ขนาด 5(15)A หรือ 15(45)A ซึ่ง ไม่เพียงพอ สำหรับการติดตั้ง EV Charger

ต้องทำอย่างไร: ควรเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าให้มีขนาดรองรับได้ โดยขนาดที่แนะนำคือ:

  • มิเตอร์ 1 เฟส ขนาด 30(100)A: เหมาะสำหรับ EV Charger กำลังไฟไม่เกิน 7.4 kW
  • มิเตอร์ 3 เฟส ขนาด 15(45)A หรือ 30(100)A: เหมาะสำหรับ EV Charger กำลังไฟ 11-22 kW และบ้านที่ใช้ไฟฟ้าเยอะ
  • ติดต่อใคร: สามารถยื่นเรื่องขอเปลี่ยนขนาดมิเตอร์ได้ที่ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ในพื้นที่ของคุณ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
  • ขนาดสายเมน (สายไฟฟ้าหลักเข้าบ้าน): ต้องมีขนาดเหมาะสมกับมิเตอร์ที่ใหญ่ขึ้น หากสายเมนเดิมมีขนาดเล็กเกินไป จะต้องทำการเดินสายใหม่เพื่อความปลอดภัย
  • ตู้ควบคุมไฟฟ้าหลัก (Main Distribution Board – MDB): ควรมีช่องว่างสำหรับติดตั้ง เบรกเกอร์ย่อย (Circuit Breaker) เพิ่มเติมสำหรับวงจรของ EV Charger โดยเฉพาะ และต้องแยกออกจากวงจรไฟฟ้าอื่นๆ ในบ้าน

2. รู้จักรถยนต์ EV ของคุณ

  • ประเภทหัวชาร์จ: ตรวจสอบว่ารถของคุณใช้หัวชาร์จแบบใด ซึ่งสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ในไทยส่วนใหญ่จะเป็นหัวชาร์จ AC แบบ Type 2
  • กำลังไฟที่รถรับได้ (On-Board Charger): รถยนต์ EV แต่ละรุ่นมี On-Board Charger ที่สามารถรับกำลังไฟ AC ได้แตกต่างกัน เช่น 6.6 kW, 7.4 kW, 11 kW หรือ 22 kW การเลือกเครื่องชาร์จ (Wallbox) ที่มีกำลังไฟสูงกว่าที่รถรับได้ จะไม่ทำให้ชาร์จเร็วขึ้น แต่ก็สามารถติดตั้งเผื่อสำหรับรถคันในอนาคตได้

3. เลือกเครื่องชาร์จ (EV Charger / Wallbox) ที่เหมาะสม

  • กำลังไฟฟ้า (kW): เลือกกำลังไฟของเครื่องชาร์จให้สอดคล้องกับขนาดมิเตอร์และกำลังไฟที่รถรับได้ โดยกำลังไฟที่นิยมใช้ในบ้านคือ 7.4 kW และ 22 kW
  • ฟังก์ชันเสริม: พิจารณาฟังก์ชันต่างๆ เช่น การเชื่อมต่อ Wi-Fi/Bluetooth, การควบคุมผ่านแอปพลิเคชัน, การตั้งเวลาชาร์จ หรือการดูข้อมูลประวัติการชาร์จ
  • มาตรฐานความปลอดภัย: เลือกซื้อเครื่องชาร์จที่ได้มาตรฐานสากลและมีระบบป้องกันความปลอดภัยครบถ้วน เช่น ระบบป้องกันไฟดูด, ไฟรั่ว, ไฟเกิน

4. อุปกรณ์ความปลอดภัยต้องครบถ้วน

ในการติดตั้ง EV Charger จะต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันเพิ่มเติมในตู้ควบคุมไฟฟ้าเสมอ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด:

  • MCB (Miniature Circuit Breaker): อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรและกระแสไฟเกิน
  • RCCB (Residual Current Circuit Breaker): อุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว/ไฟดูด ซึ่งเป็นสิ่งที่ จำเป็นอย่างยิ่ง ควรเลือกใช้ Type B เพราะสามารถป้องกันไฟฟ้ารั่วจากกระแสตรง (DC) ที่อาจเล็ดลอดออกมาจากแบตเตอรี่รถยนต์ได้ดีกว่า Type A

5. ตำแหน่งในการติดตั้ง

  • ระยะห่าง: ควรติดตั้งในจุดที่ใกล้กับที่จอดรถมากที่สุด และไม่ห่างจากตู้ควบคุมไฟฟ้าหลักจนเกินไป เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายไฟ
  • พื้นที่เหมาะสม: ควรเป็นพื้นที่ในร่ม มีหลังคาที่สามารถกันแดดกันฝนได้ แม้ว่าเครื่องชาร์จส่วนใหญ่จะออกแบบมาให้กันน้ำ (มาตรฐาน IP) แต่การติดตั้งในที่ร่มจะช่วยยืดอายุการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น
  • การระบายอากาศ: บริเวณที่ติดตั้งควรมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

6. การติดตั้งโดยช่างผู้ชำนาญ

ห้ามติดตั้งด้วยตนเองเด็ดขาด ควรเลือกใช้บริการจากบริษัทที่น่าเชื่อถือหรือช่างไฟฟ้าที่มีความรู้ความชำนาญด้านการติดตั้ง EV Charger โดยเฉพาะ เพื่อให้การติดตั้งเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยของการไฟฟ้าฯ

7. ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งจะแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้:

  • ค่าเครื่องชาร์จ (Wallbox): มีราคาตั้งแต่ประมาณ 20,000 บาท ไปจนถึงหลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ กำลังไฟ และฟังก์ชัน
  • ค่าดำเนินการกับการไฟฟ้า (ขอ/เปลี่ยนมิเตอร์): ประมาณ 3,000 – 8,000 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาดมิเตอร์และเขตพื้นที่)
  • ค่าติดตั้งและเดินสายไฟ: ประมาณ 10,000 – 30,000 บาท หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับระยะทางของสายไฟและความซับซ้อนของงาน

ข้อสรุป: ผู้ใช้รถ EV ควรทำความเข้าใจประเภทของหัวชาร์จที่รถของตนเองรองรับ และเลือกรูปแบบการชาร์จให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง โดยเน้นการชาร์จแบบ AC ที่บ้านเป็นหลัก และใช้บริการชาร์จเร็วแบบ DC เมื่อจำเป็น เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ให้ยาวนาน

เครดิต www.autospinn.com