โค้งสุดท้ายปลายปี มนุษย์เงินเดือนที่มีรถต้องรู้ สรุปแล้วประกันรถยนต์ใช้ลดหย่อนภาษีได้จริงไหม? มาเช็กให้ชัวร์ก่อนยื่นแบบกันค่ะ
จ่ายเบี้ยไปหลายหมื่น เอามาลดหย่อนภาษีได้ไหม? ไขข้อข้องใจเรื่องประกันรถยนต์ที่คนมีรถต้องรู้
ช่วงปลายปีทีไร มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ก็ต้องรีบควานหาตัวช่วยลดหย่อนภาษีกันให้วุ่น และหนึ่งในคำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัย โดยเฉพาะคนที่มีรถยนต์คือ “ปีนี้จ่ายค่าประกันรถไปหลายหมื่น เอามาลดหย่อนภาษีได้ไหม?” วันนี้เลดี้จะพามาไขข้อข้องใจนี้ให้กระจ่าง พร้อมทางออกสำหรับคนที่อยากหาตัวช่วยลดหย่อนภาษีแบบคุ้มๆ กันค่ะ
ประกันรถยนต์ = ลดหย่อนภาษี “ไม่ได้”
ประกันรถยนต์ ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ เป็นคำตอบสุดท้ายค่ะ ไม่ว่าจะเป็นชั้นหนึ่ง หรือชั้นอื่นๆ ก็ตาม รวมถึง พ.ร.บ. ก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าอาจจะมีคำถามต่อมาว่า “ทำไมถึงไม่ได้ล่ะ?” เพราะว่าตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร การลดหย่อนภาษีหมวดประกันจะให้สิทธิ์เฉพาะประกันที่คุ้มครองตัวบุคคลเท่านั้น แต่ประกันรถยนต์ถูกจัดอยู่ในหมวดประกันวินาศภัย ซึ่งคุ้มครองทรัพย์สินและความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก จึงไม่เข้าข่ายเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
แล้วมีข้อยกเว้นไหม?
มีเพียงกรณีเดียวที่ค่าประกันรถยนต์จะมีประโยชน์ทางภาษี คือ คุณทำธุรกิจในรูปแบบบริษัทหรือนิติบุคคล หรือในนามบริษัท ค่าเบี้ยประกันรถยนต์จะสามารถนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท เพื่อลดกำไรสุทธิ (ซึ่งช่วยลดภาษีนิติบุคคลได้) แต่ก็ยังไม่ใช่การลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาอยู่ดี
ถ้าอยากลดหย่อนภาษีด้วยประกัน ต้องซื้อตัวไหน?
แม้ประกันรถจะช่วยไม่ได้ แต่ยังมีประกันอีก 4 ประเภทที่กรมสรรพากรไฟเขียวให้ลดหย่อนได้แบบเต็มๆ ดังนี้ต่อไปนี้
- ประกันชีวิตทั่วไป สามารถลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุด 100,000 บาท แต่ต้องมีความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป
- ประกันสุขภาพ (ตนเอง) สามารถลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุด 25,000 บาท แต่เมื่อรวมกับประกันชีวิตข้อ 1 แล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
- ประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถลดหย่อนได้ 15% ของรายได้ สูงสุด 200,000 บาท
- ประกันสุขภาพบิดามารดา สามารถลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุด 15,000 บาท แต่พ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท / ปี
แม้ประกันรถยนต์จะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าตอนเกิดอุบัติเหตุ แต่ช่วยเซฟภาษีไม่ได้นะ ใครที่กำลังวางแผนลดหย่อนภาษี แนะนำให้หันไปมอง ประกันสุขภาพ หรือ ประกันบำนาญแทน จะตอบโจทย์ได้ตรงจุดที่สุดค่ะ
เครดิต www.autospinn.com