Gaeglong

[ เปิดลิสต์ 9 โรคเสี่ยง วูบ-ชัก-เกร็ง อันตรายถึงชีวิตขณะขับขี่ ]

ความปลอดภัยที่มากกว่าแค่ทักษะ เราได้รวบรวม 9 โรคและภาวะร่างกายที่ควรหลีกเลี่ยงการขับรถ โดยกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อตัวผู้ขับขี่และเพื่อนร่วมทาง ไปดูกัน

 

เปิดลิสต์ 9 โรคเสี่ยง วูบ-ชัก-เกร็ง อันตรายถึงชีวิตขณะขับขี่

อุบัติเหตุหลายครั้งไม่ได้เกิดจากความประมาท แต่เกิดจาก “ข้อจำกัดทางร่างกาย” ที่ส่งผลต่อการสั่งการของสมองและกล้ามเนื้อ ดังนี้:

1. โรคหัวใจและหลอดเลือด

  • ความเสี่ยง: เสี่ยงต่อการ วูบหรือหมดสติเฉียบพลัน เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ

  • ตัวกระตุ้น: ความเครียดหรืออาการตกใจกะทันหันอาจทำให้แน่นหน้าอกจนเสียสมาธิและเสียการควบคุมรถ

2. โรคลมชัก

  • ความเสี่ยง: สูญเสียสติสัมปชัญญะโดยสมบูรณ์ ร่างกายเกร็งกระตุกกะทันหันโดยไม่มีสัญญาณเตือน

  • ข้อกำหนด: ต้อง “ปลอดอาการชัก” ติดต่อกันอย่างน้อย 1 ปี และต้องทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

3. โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

  • ความเสี่ยง: กล้ามเนื้ออ่อนแรง ตอบสนองช้าลง (แม้จะดูเหมือนหายดีแล้ว)

  • ผลกระทบ: ในเหตุการณ์คับขัน สมองอาจสั่งการให้เบรกหรือหักหลบช้ากว่าปกติหลายวินาที

4. โรคเบาหวาน

  • ความเสี่ยง: ภาวะ “น้ำตาลในเลือดต่ำ” ทำให้หน้ามืด ตาพร่า สับสน และอาจ ช็อกหมดสติคาพวงมาลัย

  • แนวทาง: ควรพกของหวานติดรถ และหากมีอาการใจสั่นให้รีบจอดพักทันที

5. โรคพาร์กินสัน

  • ความเสี่ยง: มือสั่น ร่างกายเกร็ง เเคลื่อนไหวช้า

  • ผลกระทบ: ความแม่นยำในการบังคับพวงมาลัยลดลง และตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้ไม่เต็มร้อย

6. โรคเกี่ยวกับสายตา (ต้อกระจก, ต้อหิน, จอประสาทตาเสื่อม)

  • ความเสี่ยง: ลานสายตาแคบลง มองไม่เห็นรถที่แซงขึ้นมา หรือกะระยะคลาดเคลื่อน

  • ข้อแนะนำ: ตรวจเช็กสุขภาพตาเป็นประจำ และเลี่ยงการขับขี่ในที่แสงน้อย

7. โรคทางสมองและระบบประสาท (สมองเสื่อม)

  • ความเสี่ยง: สูญเสียทักษะการประเมินสถานการณ์ สับสนเส้นทางกะทันหัน

  • ผลกระทบ: เมื่อเจอสถานการณ์ซับซ้อน (เช่น วงเวียน) จะตัดสินใจไม่ได้จนเสี่ยงอุบัติเหตุรุนแรง

8. โรคข้อเสื่อม ข้ออักเสบ

  • ความเสี่ยง: ความเจ็บปวดทำให้การเคลื่อนไหวติดขัด

  • ผลกระทบ: หันมองรอบตัวลำบาก หรือเหยียบเบรกได้ไม่สุดแรงเนื่องจากอาการเจ็บปวด

9. การใช้ยาที่ทำให้ง่วงซึม

  • ความเสี่ยง: ยาแก้แพ้ ยาคลายเครียด หรือยาแก้ปวดรุนแรง มีฤทธิ์กดประสาทคล้ายแอลกอฮอล์

  • ผลกระทบ: ทำให้สมองทำงานช้าลง มึนงง และเสี่ยงต่อการ “หลับใน” โดยไม่มีสัญญาณเตือน

ข้อแนะนำ: การประเมินสมรรถภาพทางร่างกายโดยแพทย์และการซื่อสัตย์ต่อสภาพร่างกายของตนเอง คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความสูญเสียบนท้องถนนได้อย่างแท้จริง

เครดิต www.autospinn.com