10 วิธีดูรถมือสอง ก่อนตัดสินใจซื้อ
ในปัจจุบัน รถยนต์ถือเป็นปัจจัยหลัก และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งหลายท่านก็คงมีโครงการที่จะซื้อรถไว้ใช้งานดีๆ สักคัน แต่บางครั้งรถมือหนึ่งก็อาจจะมีราคาสูงเกินไป เลยต้องหันมาซื้อรถมือสองแทน แต่การที่จะซื้อรถมือสองนั้น หลายท่านอาจจะเคยประสบปัญหาว่า ไม่มีประสบการณ์ในการซื้อรถ และไม่รู้วิธีดูว่าจะเริ่มดูจากตรงไหน เราจึงรวบรวมเอา 10 วิธีการดูรถมือสอง มาให้ชมเป็นเกร็ดความรู้ เพื่อป้องกันการโดนย้อมแมว และเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจในการซื้อรถมือสองให้คุณได้ทราบโดยทั่วกัน

ดูปีที่ผลิตของรถคันนั้น
- ดูปีของรถ
สิ่งแรกที่ควรต้องรู้ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์มือสองสักคัน ก็คือ ปีของรถคันนั้น ซึ่งควรจะดูจากปีที่ผลิต ไม่ใช่จากปีที่จดทะเบียน เพราะหลายครั้งหลายหนเต็นท์รถมือสอง หรือผู้ขายบางราย ชอบประกาศขายจากปีที่จดทะเบียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เราดูรู้ว่ารถมีอายุการใช้งานทั้งหมดมากี่ปีแล้ว เพื่อประเมินสภาพคร่าวๆ ของตัวรถได้

ตรวจเช็คเลขไมล์
- เลขไมล์
เมื่อทราบปีของรถที่เราหมายปองแล้ว สิ่งต่อมาที่ต้องรู้ก็คือเลขไมล์ (ระยะทางที่วิ่งมาทั้งหมด) ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วระยะทางต่ออายุการใช้งาน 1 ปี นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 20,000-30,000 กม./ปี โดยคุณสามารถนำไปคำนวณกับปีรถจากข้อที่ 1 ได้ โดยหากเลขไมล์มีความใกล้เคียงกับเลขที่คำนวณก็ถือว่ารถคันนั้นอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ถ้าหากว่ามากกว่านั้น อาจจะถูกใช้งานมาหนักกว่าปกติ และถ้าหากน้อยกว่านั้นก็ถือว่าใช้งานไม่หนัก แต่ !!! ถ้าเลขไมล์น้อยกว่าที่คำนวณไปกว่าครึ่ง คุณอาจจะโดนเต็นท์รถย้อมแมวแล้วก็ได้ ให้สอบถาม และตรวจสอบให้ดีอีกที

ตรวจเช็คสภาพภายนอก
- สภาพภายนอก
เมื่อทราบปีของรถ และระยะทางที่พึ่งพอใจแล้ว ต่อมาก็คงต้องมาดูสภาพภายนอกของตัวรถโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นการทำสี, รอยเฉี่ยวชน, รอยบุบ, สนิม, การแตกหัก รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ภายนอก ว่าทุกอย่างอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ พร้อมใช้งานหรือไม่ นอกจากนี้คุณสามารถดูแชสซีส์ของตัวรถได้จากพื้นที่จัดเก็บสัมภาระด้านท้าย ว่ามีการคดงอ และซ่อมตัวถังมาหรือไม่จากอุบัติเหตุ เพราะถ้าอู่ซ่อมเก็บงานไม่เนี้ยบจริงๆ ก็ยากหากจะทำให้เป็นปกติเหมือนเดิมจากโรงงาน

ตรวจสอบสภาพภายใน และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ
- สภาพภายใน
แน่นอนว่าเมื่อดูจากสภาพภายนอกเสร็จแล้ว ต่อไปก็ต้องเป็นการตรวจสอบภายใน โดยหลักๆ แล้วก็คงต้องดูว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่ เช่น กระจกไฟฟ้า, เครื่องเสียง, ระบบเซ็นทรัลล็อค และลองเปิดแอร์เบอร์แรงสุดว่ามีกลิ่นเหม็นไหม้ และยังทำความเย็นได้อยู่หรือไม่ นอกนั้นก็คงดูสภาพโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งมีรอยฉีกขาดหรือไม่, แผงประตูมีร่องรอบฉีกขาดหรือไม่, คอนโซลหน้ายังอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานหรือไม่ และที่สำคัญคือกลิ่นภายในห้องโดยสาร หากมีกลิ่นที่อับชื้น หรือมีเชื้อราบริเวณชุดพรมรองพื้น ก็สามารถคาดการณ์ได้ว่ารถคันนี้ เคยลุยน้ำท่วมมาอย่างแน่นอน

ตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ ว่ามีการรั่วซึ่มหรือไม่, ตรวจเช็คระดับของเหลว และแบตเตอรี่
- เครื่องยนต์
แน่นอนว่าส่วนสำคัญที่จะทำให้รถวิ่งไปได้นั่นก็คือ เครื่องยนต์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าคุณได้รถมือสองคุณภาพดีหรือไม่ โดยวิธีตรวจสอบเบื้องต้นก็คือ สตาร์ทเครื่องยนต์ (แนะนำให้สตาร์ทตอนเครื่องเย็น) และสังเกตเสียงเครื่องยนต์ทั้งตอนสตาร์ท และตอนเดินเครื่องว่ามีเสียงอะไรผิดปกติหรือไม่ (แนะนำให้เปิดฝากระโปรงหน้า) จากนั้นติดเครื่องไว้อย่างน้อย 15 นาที โดยคุณสามารถดูรอบเดินเบาของเครื่องยนต์ได้ว่านิ่งหรือไม่ มีอาการสั่น และกระตุกหรือไม่ และสิ่งที่ควรดูเป็นสำคัญคือ เกจ์วัดความร้อนขึ้นสูงผิดปกติหรือไม่ (ปกติคือ ตรงกลางหรือต่ำกว่าเล็กน้อย) และมีไฟแจ้งเตือนต่างๆ ขึ้นบนจอแสดงผลหรือไม่ อีกหนึ่งขั้นตอนคือการดมกลิ่น ว่ามีกลิ่นเหม็นไหม้จากการทำงานของเครื่องยนต์ และกลิ่นน้ำมันที่ผิดปกติหรือไม่ หากตรวจสอบดูอย่างแน่ใจแล้วว่าทุกอย่างปกติ ให้ดับเครื่องแล้วตรวจเช็คสภาพของสายพาน, แบตเตอรี, ขั้วแบตเตอรี่, ระดับของเหลวต่างๆ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีคราบน้ำมันรั่วซึมออกมา หรือหยดลงที่พื้น

ตรวจสอบช่วงล่าง และยางรถยนต์
- ตรวจสอบช่วงล่าง
ข้อนี้อาจจะทำได้ และทำไม่ได้ในบางกรณี เพราะต้องใช้อุปกรณ์ในการยกรถขึ้น เพื่อดูใต้ท้องรถ แต่ถ้าหากไม่มีก็ไม่เป็นไร โดยคุณสามารถตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ได้ด้วยสายตา ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ยางรถยนต์ โดยดูจากสภาพภายนอกว่ามีรอยฉีกขาดหรือไม่, เหมือนกันทั้ง 4 เส้นหรือไม่, ดอกยางยังสามารถใช้ได้อยู่หรือไม่ และอาจจะดูจากปีที่ผลิตเป็นส่วนประกอบ , จากนั้นตรวจสอบล้อแม็ก และน็อตยึดว่ามั่นคงแข็งแรงดีอยู่หรือไม่ ส่วนโช้คอัพ-บูชยาง และลูกหมากต่างๆ สามารถก้มดู และเอามือเข้าไปสัมผัสดูว่ามีการสั่นคลอน และมีเสียงดังหรือไม่

จะซื้อรถยังไงก็ต้องทดลองขับ
- ทดลองขับ
แน่นอนว่าจะซื้อรถทั้งที หากไม่ได้ลองขับก็คงจะตัดสินใจได้ยาก โดยการลองขับนี้ อาจจะเป็นตัวชี้วัด และบ่งบอกได้เลยว่ารถยนต์มืองสองที่คุณกำลังจะตัดสินใจซื้อนั้น ควรซื้อหรือไม่ แน่นอนว่าการทดลองขับก็คงขึ้นอยู่กับฟิลลิ่งของรถแต่ละรุ่น และสไตล์การขับของแต่ละท่าน แต่สิ่งหลักๆ ที่ต้องตรวจสอบ และจับอาการคือ เสียงของเครื่องยนต์, อัตราเร่ง, อุณหภูมิความร้อนของเครื่องยนต์, พวงมาลัย, ระบบช่วงล่าง และระบบเบรค ว่าทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็นหรือไม่

ตรวจเช็คเอกสารประจำรถให้เรียบร้อย
- เอกสารประจำรถ
อีกหนึ่งสิ่งที่ควรต้องตรวจสอบ และให้ความสำคัญก็คือ เอกสารประจำรถ โดยเฉพาะสมุดคู่มือการจดทะเบียน และสมุดการรับประกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่จะบ่งบอกคุณได้ว่ารถคันนี้ผ่านมาแล้วกี่มือ และมีใครเป็นเจ้าของก่อนหน้านั้น อีกทั้งยังสามารถตรวจว่ารถคันดังกล่าวผ่านการซ่อมบำรุงอะไรมาแล้วบ้าง และมีการเข้าศูนย์ตรวจเช็คตามระยะหรือไม่

คำนวณราคา และอัตราดอกเบี้ยให้ดี
- คำนวณราคา
เมื่อคุณเจอรถที่ถูกใจ แต่บางครั้งมันอาจจะอยู่ในงบที่เกินเอื้อม ให้คุณลองคำนวณราคาให้ดี โดยอาจจะมองหาทางเลือกสำรองเผื่อไว้อีกหนึ่งคัน และนำมาเปรียบเทียบกันอีกครั้งว่าคันไหนมีความคุ้มค่าที่สุด ซึ่งหากคุณตัดสินใจ และตรวจเช็ครายละเอียดของตัวรถอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็ออกรถได้เลย (แต่ระวังดอกเบี้ยด้วยนะ) เพราะรถมือสองจะมีอัตราดอกเบี้ยถูกสูงกว่ารถใหม่ป้ายแดง (อย่าตกใจไป)

หลังจากได้รถแล้ว ให้นำรถเข้าตรวจเช็ค ณ ศูนย์บริการอีกครั้งหนึ่ง
- รีบนำรถเข้าศูนย์บริการ
และขั้นตอนสุดท้ายนี้ หากคุณตกลงออกรถที่คุณหมายปอง แนะนำให้คุณรีบนำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อตรวจเช็คอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อย แต่ถ้ารถของคุณกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์แบบพร้อมใช้งาน ก็จะสามารถขับได้อย่างปลอดภัย และช่วยยืดอายุการใช้งานให้รถของคุณได้อีกด้วย
เครดิต www.boxzaracing.com