ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

Gaeglong

[ AI กำลังจะเปลี่ยนอุตสาหกรรมรถยนต์ยังไง? ]

วันนี้เราเข้าสู่ยุคของ AI หรือปัญญาประดิษฐ์เป็นที่เรียบร้อย จากยุคก่อนที่เราต้องทำหน้าที่สั่งการคอมพิวเตอร์ แต่วันนี้มันสามารถคิด วิเคราะห์ด้วยตนเองได้แล้ว ซึ่งมันจะเปลี่ยนโลกของเราไปตลอดกาล

AI ในวงการยานยนต์

AI ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไม่ได้เป็นเพียง “ฟีเจอร์ในรถ” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นชั้นเทคโนโลยีที่เชื่อมตั้งแต่การหาแนวคิดสินค้า การออกแบบ วิศวกรรมจำลอง การผลิต การตั้งราคา การขาย การบริการหลังการขาย ไปจนถึงระบบขับขี่อัตโนมัติและการอัปเดตซอฟต์แวร์หลังส่งมอบรถแล้ว

ผู้ผลิตรายใหญ่เริ่มประกาศใช้ AI ในระดับทั้ง Value Chain และตั้งเป้าใช้ AI เร่งงานตั้งแต่พัฒนารถจนถึงโรงงาน โดยคาดว่าอาจช่วยประหยัดได้สูงถึง 4 พันล้านยูโรภายในปี 2035

ขณะเดียวกันบางแบรนด์ใช้ AI/digital twin เพื่อจำลองโรงงานและพัฒนางานวิศวกรรมกับการผลิตให้เร็วขึ้นและผิดพลาดน้อยลงกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในยุคปัจจุบัน และยุคถัดไป การเขียนโค้ดคำสั่งแบบเดิมๆ จะกลายเป็นเรื่องที่ช้าเกินไป เพราะ AI ยุคนี้สามารถคิดและจำลองสถานการณ์ขึ้นมาเองได้เลย

เพราะคุณสมบัติของ AI คือสามารถวิเคราะห์ข้อมูล และสร้างแบบจำลองข้อมูลขึ้นมาเองได้เลย ขอเพียงแค่ผู้ใช้งานกำหนดทิศทางที่ต้องการว่าอยากทดลองอะไร เจ้า AI จัดการให้ทั้งหมด

ช่วยทำให้การทดลองทำซ้ำๆ ต่างๆ ประหยัดเวลาไปได้เป็นอย่างมาก และช่วยทำให้รังสรรค์ยานพาหนะที่มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมากยิ่งขึ้น

โดยขั้นตอนการผลิตรถยนต์นับตั้งแต่ 0 จนออกมาเป็นคันได้ ต้องประกอบด้วย 6 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

เฟส 0: การวิจัย พัฒนา และออกแบบ (R&D & Design)

ขั้นตอนที่ 1: โรงปั๊มขึ้นรูปตัวถัง (Press Shop)

ขั้นตอนที่ 2: โรงประกอบโครงสร้าง (Body Shop)

ขั้นตอนที่ 3: โรงพ่นสี (Paint Shop)

ขั้นตอนที่ 4: โรงประกอบชิ้นส่วน (Assembly Shop / Trim & Final)

ขั้นตอนที่ 5: โรงตรวจสอบคุณภาพและทดสอบ (Quality & Inspection)

ขั้นตอนสุดท้าย: การขนส่งออกสู่โชว์รูม (Logistics & Delivery)

ทำไม AI จึงทำให้รถรุ่นใหม่พัฒนาได้เร็วขึ้นมหาศาล?

ในยุคนี้ AI สามารถทำสิ่งที่เรียกว่า Generative Design คือเราแค่ใส่เงื่อนไขว่าอยากได้โครงสร้างรถที่เบาที่สุดแต่แข็งแรงที่สุด AI จะคำนวณและวาดแบบออกมาให้เลือกเป็นร้อยๆ แบบในเวลาไม่กี่นาที แถมยังจำลองการชนหรือทดสอบหลักอากาศพลศาสตร์ผ่านระบบ Digital Twin (โลกเสมือน) ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอปั้นดินเหนียวเหมือนเมื่อก่อน”

ไม่เพียงแค่เรื่องตัวรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ที่สามารถช่วยออกแบบ และการพัฒนาเท่านั้น ระบบ AI ยังสามารถช่วยวางแผนทางการผลิตและการคำนวณต้นทุนการผลิตไปจนถึงจุดคุ้มทุนได้เลยว่า การลงทุนด้วยสเกลเท่านี้ ควรจะผลิตออกมาเป็นจำนวนเท่าใด จึงจะมีความคุ้มค่าทางการลงทุน

ซึ่งองค์กรที่มีการใช้ AI ร่วมกันภายในนั้น พนักงานแต่ละภาคส่วนก็จะสามารถรู้รายละเอียดเกี่ยวกับภาคส่วนต่างๆ ภายในองค์กรได้อย่างยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้น

เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่ทีมการตลาดจะรู้เรื่องขั้นตอนการวิจัย พัฒนา และการใช้วัสดุต่างๆ ในการผลิตรถยนต์ออกมาสักคันหนึ่ง

แต่ถ้าในองค์กรใช้ AI ที่มีชุดองค์ความรู้กลางเดียวกัน การที่ฝ่ายการตลาดจะถามว่า มอเตอร์ขับเคลื่อนชุดนี้ ประกอบด้วยเทคโนโลยีอะไรไว้บ้าง มีความทนทานมากน้อยแค่ไหน มีจุดเด่น จุดด้อยอย่างไร ตัว AI ก็จะช่วยอธิบายได้หมดโดยที่ไม่จำเป็นต้องจัดประชุมเรียกทีม R&D มาบรรยายเลยแม้แต่น้อย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดเวลาการหาข้อมูลภายในไปได้อีกอย่างมหาศาล

ยิ่งไปกว่านั้น ในไลน์การผลิตที่ AI ควบคุม จะเข้ามาจัดการระบบ Supply Chain อัจฉริยะ มันจะคำนวณดีมานด์จากยอดจองทั่วโลก แล้วสั่งการไปยังโรงงานผลิตชิ้นส่วนแบบ Real-time ทำให้วางแผนการประกอบรถได้แบบไร้รอยต่อ ลดการสต็อกของให้น้อยที่สุด”

โดยเรื่องของรายละเอียดนั้นตัว AI จัดทำเองมาให้เลย โดยที่ไม่ต้องถึงขั้นให้มนุษย์ต้องมาเสียเวลาประชุมกันเป็นหลายๆ วันกว่าจะเคาะเสร็จ เหลือเพียงให้ AI ออกแบบมาให้จบ และให้มนุษย์ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง ก็ลงมือทำได้เลย

ส่วนที่สำคัญที่สุดของการผลิตรถยนต์นั้นคือโรงงานผลิตรถ ซึ่งปัจจุบันนี้เริ่มมีการนำเอาระบบ AI มาช่วยวางแผนการผลิตในทุกภาคส่วน

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของชิ้นส่วนรถยนต์ที่เป็นรูปร่างขึ้นมา โดยโรงงานจะนำ เหล็กกล้าหรืออลูมิเนียมม้วนขนาดมหึมา มาตัดให้เป็นแผ่นตามขนาดที่ต้องการ จากนั้นจะส่งเข้าเครื่องปั๊มไฮดรอลิกขนาดหลายพันตัน เพื่อปั๊มแผ่นเหล็กแบนๆ ให้กลายเป็นชิ้นส่วนรถยนต์ เช่น ประตู, บังโคลน, หลังคา, หรือฝากระโปรง

จากนั้นชิ้นส่วนเหล็กที่ปั๊มเสร็จแล้วจะถูกส่งมาที่แผนกประกอบโครงสร้าง หรือ Body Shop เพื่อประกอบเป็นรูปทรงรถ

โดยแผนกนี้จะใช้ หุ่นยนต์แขนกลอัจฉริยะ (Robots) เกือบ 100% ในการทำงาน เพราะต้องการความแม่นยำสูงมาก

ซึ่งหุ่นยนต์จะทำหน้าที่เชื่อม (Welding), ยิงกาวประสาน, และยิงหมุด เพื่อประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน จนกลายเป็นโครงสร้างตัวถังรถเปล่าๆ ที่เรียกว่า “Body in White” (BIW) ซึ่งดูออกแล้วว่าเป็นรูปทรงรถรุ่นไหน แต่จะยังไม่มีการติดตั้งอุปกรณ์ประจำรถเข้าไป เพื่อบ่งบอกว่าโครงรถคันนั้นๆ เป็นของรุ่นย่อยใด

การพ่นสี นับเป็นขั้นตอนที่ต้องทำในห้องปิดที่สะอาดระดับห้องผ่าตัด เพื่อไม่ให้มีฝุ่นแม้แต่เม็ดเดียว

โดยขั้นตอนที่สำคัญประกอบด้วยการชุบกันสนิม ซึ่งตัวถังเหล็กจะถูกนำไปจุ่มในบ่อสารเคมีและปล่อยกระแสไฟฟ้าเพื่อให้สารกันสนิมเคลือบติดเนื้อเหล็กอย่างทั่วถึง

จากนั้นหุ่นยนต์จะพ่นสีรองพื้น (Primer), พ่นสีจริง (Base Coat), และพ่นสารเคลือบเงา (Clear Coat) จากนั้นจะส่งเข้าตู้อบความร้อนสูงเพื่อให้สีแห้งและเงางาม

โรงประกอบชิ้นส่วน นี่คือขั้นตอนที่ยาวและใช้แรงงานมนุษย์ร่วมกับหุ่นยนต์มากที่สุด โดยรถจะเคลื่อนไปตามสายพานและถูกรุมประกอบชิ้นส่วนทีละชิ้น ซึ่งทุกวันนี้เจ้าระบบ AI เข้ามามีส่วนช่วยในการวางแผนการผลิตแล้วในหลายขั้นตอน อาทิเช่น

  • Trim Line: เป็นการใส่ซีลยางขอบประตู, เดินสายไฟ (Wiring Harness) ทั่วทั้งคัน, ติดตั้งหน้าจอ, แผงคอนโซล และกระจกบังลม เป็นต้น

  • The “Marriage” (พิธีแต่งงานของรถ): นี่คือไฮไลต์ของโรงงาน คือการนำ “ตัวถังรถที่พ่นสีเสร็จแล้ว” มาประกอบเข้ากับ “ชุดขับเคลื่อน” ถ้าเป็นรถน้ำมันคือเครื่องยนต์และเกียร์ หรือถ้าเป็นรถ EV คือแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า จากนั้นจะใส่ชุดช่วงล่างและล้อรถยนต์เข้าไป

  • Final Line: ติดตั้งเบาะนั่ง, พวงมาลัย, ของตกแต่งภายใน และเติมของเหลวทั้งหมด (น้ำมันเบรค, น้ำยาแอร์, น้ำยาหล่อเย็น)

ซึ่งทุกวันนี้เจ้าระบบ AI เข้ามามีส่วนช่วยในการวางแผนการผลิตแล้ว ทำให้โรงงานสามารถวางแผนสั่งวัตถุดิบเข้ามาให้เพียงพอสำหรับการผลิต ลดส่วนที่ไม่จำเป็นต้องนำมาใช้งาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น และทำให้ต้นทุนต่ำลง

เมื่อรถประกอบเสร็จสมบูรณ์ 100% จะยังออกจากโรงงานไม่ได้ จนกว่าจะผ่านด่านทดสอบสุดโหด ซึ่งปัจจุบันนี้มีหลายโรงงานมากๆ ที่นำระบบ AI เข้ามาตรวจสอบคุณภาพของรถทุกคัน ทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่า รถที่ออกจากโรงงานนั้น มีมาตรฐานที่ยอดเยี่ยมเหมือนกันทุกคัน โดยระบบ AI จะทำการตรวจสอบฟังก์ชั่นต่างๆ ได้แก่

  • การตั้งศูนย์ล้อและตั้งระดับไฟหน้า

  • การวิ่งทดสอบบนลูกกลิ้งเพื่อทดสอบการเปลี่ยนเกียร์, อัตราเร่ง, ระบบเบรค และระบบอิเล็กทรอนิกส์

  • ทดสอบน้ำรั่ว ใช้น้ำฉีดรอบตัวรถเพื่อเช็กว่าไม่มีน้ำรั่วซึมเข้าห้องโดยสาร

  • Final Inspection ตรวจสอบความเรียบร้อยของสี รอยต่อของตัวถัง ด้วยสายตามนุษย์และระบบ AI

 

เมื่อรถผ่านการตรวจสอบทุกขั้นตอน จะได้รับสติกเกอร์ OK / QC Passed จากนั้นรถจะถูกขับไปจอดที่ลานพักรถ เพื่อรอขึ้นรถเทรลเลอร์ขนส่งกระจายไปยังโชว์รูมและส่งมอบให้กับลูกค้าต่อไปครับ ทั้งหมดนี้หากนับเฉพาะในสายการผลิต ตั้งแต่เหล็กม้วนจนขับออกมาได้ มักจะใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 15 – 30 ชั่วโมงต่อคัน เท่านั้น ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของแต่ละโรงงานครับ

นี่คือเพียงขั้นต้นของการผลิตรถออกมาสักคันเท่านั้น ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับ AI อีกมากมายที่เข้ามาเกี่ยวข้องในโลกของยานยนต์ ไม่ใช่แค่ขั้นต้นของการผลิต แต่ไปจนถึงการขาย, การใช้งานจริง, ระบบขับขี่อัตโนมัติ, การดูแลรักษา, การดูแลหลังการขาย ไปจนถึงวันที่ขายรถออกไปเลย ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้นโปรดติดตามตอนต่อไปครับ

เครดิต www.autospinn.com