MAHLE ผลักดันเปลี่ยนผ่านเครื่องดีเซล สู่เครื่อง REEV ประสิทธิภาพดีกว่า เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่า
MAHLE REEV
MAHLE ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำจากเยอรมนี ประกาศเดินหน้าเร่งการเปลี่ยนผ่านจากรถบรรทุกดีเซลไปสู่รถบรรทุกไฟฟ้า (BEV) ในภาคการขนส่งเชิงพาณิชย์ โดยชูนวัตกรรมที่เน้นความยืดหยุ่น ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
MAHLE เปิดตัวระบบ Range Extender สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าเป็นครั้งแรกในโลก โดยระบบ Range Extender หรือที่เรารู้จักกันในชื่อเทคโนโลยี REEV สร้างมาเก้จุดอ่อนรถ EV ซึ่งช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดเรื่องระยะทางการวิ่งและปัญหาความไม่เพียงพอของสถานีชาร์จ
หลักการทำงาน จะใช้เครื่องยนต์สันดาป ทำหน้าที่เป็นชุดปั่นไฟอัจฉริยะแบบกะทัดรัด โดยจะประกอบด้วยเครื่องยนต์ขนาดเล็ก + เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแรงดันสูง 110–130 kW ที่จะทำงานเมื่อจำเป็น
ซึ่งช่วยลดน้ำหนักตัวรถ และเพิ่มระยะทางขับขี่ได้มาก โดยสามารถติดตั้งแทนที่ช่องแบตเตอรี่เดิมได้ทันที ช่วยลดขนาดแบตเตอรี่เดิมและลดน้ำหนักตัวรถได้รวมประมาณ 600 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับรถบรรทุกไฟฟ้าล้วน
ซึ่งช่วยเพิ่มระยะทางวิ่งรวมได้มากกว่า 800 กิโลเมตร โดยเป็นการวิ่งด้วยแบตเตอรี่ 400 กม. + Range Extender อีก 400 กม.
จุดมุ่งหมายหลักของ REEV คือการลดการปล่อยคาร์บอนลงได้ราว 80% และสามารถลดจนเกือบเป็นศูนย์ได้เมื่อใช้ร่วมกับเชื้อเพลิงหมุนเวียน เช่น น้ำมันไบโอดีเซล HVO100
มอเตอร์ไฟฟ้า MCT
MAHLE เผยโฉมหน้าของมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนที่สร้างโดยไม่พึ่งพาแร่หายาก หรือแรร์เอิร์ธ โดยเป็นมอเตอร์สำหรับเพลาขับรถบรรทุกหนักรุ่นใหม่นี้ จะไม่ใช้แม่เหล็กถาวร ช่วยประหยัดแร่แรร์เอิร์ธได้ถึง 3 กิโลกรัมต่อคัน
นอปจากนี้ ตัวมอเตอร์มีน้ำหนักเบาและทรงประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีน้ำหนักเบาลง 10% ให้กำลังสูงสุด 370 kW แรงบิดมากกว่า 900 Nm และมีประสิทธิภาพพลังงานสูงถึงราว 95%
MAHLE ประเมินว่าเครื่องยนต์สันดาปจะยังคงมีสัดส่วนหลักในตลาดรถบรรทุก โดบคาดว่าจะมีสัดส่วนราว 73% ในปี 2035
โดย MAHLE จึงไม่ทิ้งเครื่องยนต์แบบเดิม แต่พัฒนาชิ้นส่วนอย่าง Power Cell Unit (PCU) และระบบจัดการน้ำมันเครื่องรุ่นใหม่ที่เบาลง ประหยัดขึ้น และลดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ในการผลิตลงได้สูงสุดถึง 50%
โดยใช้วิธีมุ่งส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียน (Biofuels), ไฮโดรเจน (Hydrogen) และเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ควบคู่ไปกับพลังงานไฟฟ้า เนื่องด้วยมีประสิทธิการการเก็บพลังงานต่อน้ำหนักที่ดีกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นอย่างมาก
ในช่วงปี 2026–2029 จะมีแพลตฟอร์มยานยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 35 แพลตฟอร์มจากผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำที่นำเทคโนโลยีของ MAHLE ไปใช้
โดย MAHLE ยังครองความเป็นผู้นำตลาดในยุโรป และกำลังรุกขยายความร่วมมือกับผู้ผลิตรถบรรทุกจากประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง
Arnd Franz (ประธานกรรมการบริหารและ CEO ของ MAHLE) ระบุว่า การบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศต้องอาศัย “ความหลากหลายทางเทคโนโลยี” ทั้ง BEV, ไฮโดรเจน และเชื้อเพลิงหมุนเวียน ควบคู่กับการสนับสนุนด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐ
เครดิต www.autospinn.com